เรื่องสุขภาพสำหรับคุณแม่และสาวทำงาน
|
|
|
|
|
|
เตรียมความพร้อมให้กับคุณแม่ยังสาวทั้งก่อนและหลังคลอด
เมื่อคุณผู้หญิงต้องรับบทคุณแม่ที่กำลังจะมีลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไปค่ะ คุณต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ช่วยตั้งครรภ์ คุณแม่ควรพิถีพิถันดูแลเอาใจใส่สุขภาพตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การฝากครรภ์เพื่อช่วยให้คุณแม่ และทารกน้อยมีความปลอดภัยจากโรคทุกชนิด คุณแม่ต้องไปพบแพทย์ตามที่นัดทุกครั้ง ห้ามพลาดนะค่ะ และหากเกิดมีอาการผิดปกติ อาเจียนบ่อยครั้ง มีเลือดซึมออกทางช่องคลอด หรือมีตกขาวมาก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน นอกจากนี้ในขณะที่ตั้งครรภ์ ควรรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยบำรุงให้มารดา และทารกมีสุขภาพที่แข็งแรง ควรทานผักและผลไม้ เพื่อไม่ให้เกิดอาการท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายง่าย รวมถึงเลือกใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ ใส่รองเท้าส้นเตี้ย หลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 8-10 ชั่วโมง
"ในช่วงระหว่างใกล้คลอด คุณแม่มีอาการเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อย ๆ มีน้ำเดินและมีมูกเลือดออกมาตามช่องคลอดนั่นแสดงว่าใกล้เวลาที่ทารกน้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก"
ข้าวของที่จะตระะเตรียมไปโรงพยาบาล คือ ของใช้ส่วนตัว ของใช้สำหรับเด็กอ่อน และที่ลืมไม่ได้เด็ดขาด หลักฐานในการทำสูติบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่
หลังจากคุณแม่คลอดลูกน้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องพักผ่อนมาก ๆ ดูแลตัวเอง และลูกน้อยให้มีสุขภาพและพลานามัยที่แข็งแรง ที่สำคัญเดือนแรกหลังการคลอดควรหลีกเลี่ยงจากการทำงานหนัก ห้ามยกของหนักแต่ออกกำลังกายเล็กน้อย หรือทำงานเบา ๆ ได้ค่ะ และถ้าหากมีน้ำหนักเพิ่มมากกว่าปกติควรเริ่มบริหารร่างกาย หลังคลอดแล้วประมาณ 6 อาทิตย์ แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ด้วยนะคะ
การปฏิบัติตนของคุณแม่ก่อนคลอด และหลังคลอด
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องดูแล และเอาใจใส่สุขภาพของตนมากเป็นพิเศษ การฝากครรภ์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยให้ท่าน และทารกปลอดภัยจากโรคบางชนิด ส่วนการปฏิบัติตนของคุณแม่ในระยะตั้งครรภ์ มีดังนี้
หลังจากการคลอดบุตรแล้ว การตรวจหลังคลอดมีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ จนถึงระยะคลอดบุตร ท่านได้เสียกำลังที่มีอยู่ไปมาก จึงต้องได้รับการพักผ่อน และเสริมสร้างร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง ควรปฏิบัติตนดังนี้
เดือนแรกหลังคลอด ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือยกของหนัก แต่ออกกำลังเพียงเล็กน้อย หรือทำงานบ้านเบา ๆ ได้ ส่วนการรับประทานอาหารก็เช่นเดียวกับระหว่างตั้งครรภ์ ดื่มน้ำผลไม้ และผลไม้สด ๆ จะช่วยรักษาอาการท้องผูกหลังการคลอดบุตร
การบริหารร่างกาย
เพื่อช่วยรักษาสุขภาพของคุณแม่ก่อน และหลังคลอด การบริหารร่างกายควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย ต่อไปนี้เป็นท่าบริหารง่าย ๆ และปลอดภัยสำหรับคุณแม่ก่อนคลอด
|
|
ท่าที่ 1 ยืนตรง มือเท้าเอง เท้าแยกพอประมาณ หลังตรง หาหนังสือเล่มหนา ๆ ประมาณ 1-2 เล่ม วางอยู่ระหว่างเท้า ค่อย ๆ ย่อขาลงหยิบหนังสือขึ้นจากพื้น แล้วยืนขึ้น ทำซ้ำ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 2 นั่งขัดสมาธิ หลังตรง มือซ้ายจับเข่าขวา พยายามบิดตัวไปทางขวาช้า ๆ |
|
|
ท่าที่ 3 นอนหงายชันเข่า ยกสะโพกขึ้นจากพื้นจนตึง ค้างไว้แล้วลดลง ทำซ้ำ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 4 นั่งคุกเข่าให้มือทั้งสองข้างวางบนพื้น ออกแรงโค้งหลังขึ้นขางบนจนสุดแล้วค้างไว้ ทำซ้ำ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 5 เอียงคอไปด้านซ้าย และกลับมาตรง เอียงคอไปด้านขวา และกลับมาตรง ก้มคอไปด้านหน้า และกลับมาตรง ทำซ้ำอย่างละ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 6 ยืนตรง มือทั้งสองข้างแตะไหล่หมุนไหล่เป็นวงกลม ไปข้างหลัง ทำซ้ำ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 7 ยืนตรงกางแขนทั้งสองข้างออก ก้มตัวไปข้างขวา แตะเข่าด้านข้าง ทำซ้ำข้างละ 5 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 8 นอนหงาย ชันเข่าแขนตึง มือทั้งสองข้างวางบนต้นขา ออกแรงเกร็งท้องจนมือแตะเข่า ค้างไว้สักครู่ ทำซ้ำ 5 ครั้ง |
|
สำหรับคุณแม่หลังคลอด มีท่าบริหารดังนี้ค่ะ
|
|
|
|
ท่าที่ 1 ยืนตรงจับพนักเก้าอี้ ยกขาข้างหนึ่งไปข้างหลังจนสะโพกตึก ทำซ้ำ 10 ครั้ง |
|
|
ท่าที่ 2 นอนหงายชันเข่าประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอย เกร็งกล้ามเนื้อท้องให้ศีรษะ และไหล่ยกขึ้นจากพื้น พยายามให้คางจรดหน้าอก ทำซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง จะช่วยบริหารหน้าท้อง |
|
|
ท่าที่ 3 นั่งหลังตรง ชันเข่า ออกแรงเอนตัวไปด้านหลัง ไม่เกิน 40 องศา |
การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์
เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีความตื่นเต้น ยินดี แต่บางครั้งก็รู้สึกกังวลใจ เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลง การได้เรียนรู้ในการดูแลสุขภาพจะช่วยให้คุณแม่เข้าใจตนเอง และสร้างความมั่นใจในการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น
การฝากครรภ์
การฝากครรภ์มีประโยชน์สำหรับคุณแม่มาก คุณแม่จะได้รับการฉีดยาป้องกันบาดทะยัก ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติ ซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยละเอียด เพื่อให้ทราบว่าการตั้งครรภ์เป็นปกติหรือไม่ ได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว และได้รับยาบำรุงร่างกาย หรือยาตามอาการที่แพทย์ตรวจพบ ควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หรือมาก่อนนัดได้เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
อาการที่พบขณะตั้งครรภ์
การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์
อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์
เมื่อมีอาการเหล่านี้ หรืออาการที่คิดว่าผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์ หากทิ้งไว้นานจะมีอันตรายต่อคุณแม่ และลูกที่อยู่ในครรภ์
ครรภ์เป็นพิษ
พิษแห่งครรภ์
ภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรม อย่างหนึ่งคือ โรคพิษแห่งครรภ์ หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ครรภ์เป็นพิษ
โรคพิษแห่งครรภ์ คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร ?
โรคนี้เป็นกลุ่มของโรค ที่มีอาการแสดงของความดันโลหิตสูงร่วมกับอาการบวม หรือปัสสาวะมีโปรตีน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในสตรีตั้งครรภ์ ตั้งแต่ 20 สัปดาห์ขึ้นไป โดยที่ความดันโลหิตสูง ในที่นี้หมายถึงความดันโลหิตที่มากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มม.ปรอท และอาการบวม หมายถึง บวมทั้งตัว หรือบวมบริเวณหน้า ท้อง และมือร่วมกัน สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หรือฮอร์โมนต่อมไร้ท่อบางตัว หรือจากกรรมพันธุ์ เพราะจะพบโรคนี้บ่อยใน การตั้งครรภ์แรก ตั้งครรภ์แฝด มีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคครรภ์เป็นพิษ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคไต เป็นต้น
อันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์
โรคนี้เป็นสาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่ง ของการเสียชีวิตในมารดา เพราะถ้าปล่อยให้โรคนี้เป็นรุนแรง มารดาจะมีอาการชัก หมดสติ หรือมีเลือดออกในสมองได้ รวมทั้งอัตราการตายของทารกก็สูงเช่นกัน เนื่องจากมีการคลอดก่อนกำหนด การขาดออกซิเจนเพราะรกเสื่อม หรือทารกมีการเจริญเติบโตชะงักงันในครรภ์ เป็นต้น
อาการ
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากสูติแพทย์ ก็จะเริ่มมีอาการบวม ต่อมาความดันโลหิตจะเริ่มสูง และท้ายสุดจะมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะ อาการแสดงต่างๆ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มแรก หรือละเลยไม่มาฝากครรภ์ โรคจะทวีความรุนแรงขึ้นจนในที่สุดเป็นครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรง คุณแม่จะมีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ จนกระทั่งชัก ลูกน้อยในครรภ์ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้การเจริญเติบโตชะงักงัน หรือรุนแรงถึงขั้นขาดออกซิเจน และเสียชีวิตได้
การป้องกัน
เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ยังไม่ ในปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดโรคนี้แต่สูติแพทย์สามารถป้องกันมิให้โรครุนแรงเพิ่มขึ้น ถ้ามีการฝากครรภ์สม่ำเสมอ สูติแพทย์จะตรวจพบอาการที่น่าสงสัย พร้อมทั้งให้การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ สตรีตั้งครรภ์ควรจะฝากครรภ์ทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์ และที่สำคัญคือ มาตรวจครรภ์ตามแพทย์นัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น บวม ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว หรือจุกเสียด แน่นลิ้นปี่ ก็ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบหรือพบแพทย์ทันที
การรับประทานอาหาร
แม้ว่าโรคนี้จะทำให้คุณแม่มีความดันโลหิตสูง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารเค็ม จะงดเค็มเฉพาะในรายที่เป็นความดันโลหิตสูงเรื้อรังมาก่อน
การรักษา
ถ้าเป็นชนิดไม่รุนแรง แพทย์จะแนะนำให้นอนพักอย่างน้อยวันละ 8 - 10 ชั่วโมง เพราะการนอนพักจะช่วยให้การบวมยุบลง และความดันโลหิตลดลงด้วย นอกจากนี้แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจครรภ์ถี่ขึ้น เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค และสุขภาพทารกในครรภ์ แต่ถ้าเป็นชนิดรุนแรง ซึ่งมีความดันโลหิตเพิ่มเป็น 160/110 มม.ปรอท ปัสสาวะมีโปรตีนอย่างน้อย 2+ มีอาการปวดศีรษะ ตามัว หรือจุกแน่นลิ้นปี่ แพทย์จำเป็นต้องให้นอนพักที่โรงพยาบาล เพื่อพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต หรือยากันชัก รวมทั้งพิจารณาให้คลอด ทั้งนี้เพราะถ้าปล่อยให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป จะเป็นอันตรายทั้งต่อมารดา และทารกในครรภ์ได้
การพยากรณ์โรค
ส่วนใหญ่แล้ว โรคนี้จะลดความรุนแรงลงจนหายไปใน 2 สัปดาห์หลังคลอด ( ยกเว้นใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ที่มารดาอาจมีภาวะชักเกิดขึ้นได้ ) การพยากรณ์โรคทั้งในมารดาและทารกจะดีมาก ถ้าเป็นครรภ์เป็นพิษชนิดไม่รุนแรง การฝากครรภ์ที่สม่ำเสมอ มาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง มีความสำคัญและเป็นประโยชน์มากสำหรับการดูแลรักษาโรคนี้
ครรภ์เป็นพิษ
ครรภ์เป็นพิษ หรือที่เรียกว่า Toxemia of Pregnancy มักมีอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือน ขึ้นไป จนกระทั่งหลังคลอดหนึ่งสัปดาห์ สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด มักพบในครรภ์แรก ครรภ์แฝด ครรภ์ไข่ปลาอุก และในผู้หญิงที่เคยเป็นเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไตอยู่ก่อน ภาวะครรภ์เป็นพิษแบ่งเป็นสองชนิด ชนิดแรกผู้ป่วยมีอาการบวม ความดันโลหิตสูง และตรวจพบโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะ อีกชนิดเป็นแบบร้ายแรง โดยจะมีอาการชักหรือหมดสติร่วมด้วย ซึ่งเป็นอันตรายถึงกับเสียชีวิตได้
ภาวะครรภ์เป็นพิษ ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการตั้งครรภ์ที่อันตราย จากสถิติในประเทศไทยพบว่าสาเหตุที่ทำให้มีการเสียชีวิตของมารดาจากการตั้งครรภ์และการคลอดที่สำคัญได้แก่ การตกเลือด ภาวะครรภ์เป็นพิษ และการติดเชื้อ อาการของโรคนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ตามัว คลื่นไส้อาเจียน ปวดตรงใต้ลิ้นปี่ บวมตามมือตามเท้า และใบหน้า ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เอนไซม์ตับขึ้นสูง และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เลือดออกง่าย อาจมีอาการปวดตรงลิ้นปี่รุนแรง เนื่องจากมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มตับ ในรายที่เป็นชนิดร้ายแรง จะมีอาการชักหรือหมดสติ ซึ่งอาจเกิดก่อนคลอด ขณะคลอด หรือภายในหนึ่งสัปดาห์หลังคลอด ในบางรายอาจมีภาวะหัวใจวายร่วมด้วย ถ้าอาการไม่รุนแรง หลังจากคลอดแล้วภาวะครรภ์เป็นพิษจะค่อยๆ หายไปได้เอง อาการบวมจะยุบหายหมดใน 7 วัน และความดันโลหิตจะลดลงมาเป็นปกติภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด
ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นการตั้งครรภ์ที่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบางครั้งประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางการแพทย์จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โรคนี้จะตรวจพบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับมีอาการบวมหรือตรวจพบมีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ ที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การตรวจพบความดันโลหิตช่วงบนมากกว่า 140 มม.ปรอท หรือช่วงล่างมากกว่า 90 มม. ปรอท ถ้าช่วงบนมากกว่า 150 หรือ ช่วงล่างมากกว่า 110 ก็ถือว่ารุนแรง เท้าบวม กดมีรอยบุ๋ม ตรวจปัสสาวะพบสารไข่ขาวหรืออัลบูมิน ซึ่งถ้ายิ่งมีมาก ขนาด 3+ หรือ 4+ ก็ถือว่ายิ่งรุนแรง อาจตรวจพบภาวะซีด จ้ำเขียว เลือดออก การตรวจเลือดอาจจะพบเอนไซม์ตับและสารบียูเอ็นรวมทั้งครีอะตินีนขึ้นสูง

อาการแทรกซ้อนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ทารกตายในครรภ์ รกลอกตัวก่อนกำหนด เด็กคลอดตัวเล็ก เลือดออกในสมองของหญิงที่ตั้งครรภ์ ในรายที่เป็นครรภ์เป็นพิษชนิดร้ายแรง มีอาการชัก หรือหมดสติ มีอัตราตายได้ถึงร้อยละ 10-15 ภาวะครรภ์เป็นพิษมักเกิดกับหญิงตั้งครรภ์ท้องแรก โดยเฉพาะอายุน้อยตั้งครรภ์ตั้งแต่วัยรุ่น หรือตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 40 ปี จะมีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษมากกว่าปกติถึง 3 เท่า
การรักษาในกรณีที่ความดันโลหิตสูงมาก ควรรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้นอนพัก และพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตที่เหมาะสม ถ้าเป็นมาก แพทย์จะพิจารณาฉีดยาเพื่อป้องกันอาการชัก เมื่อครรภ์ใกล้กำหนดคลอด แพทย์จะแนะนำวิธีทำให้เด็กคลอด โดยการใช้ยากระตุ้น หากไม่ได้ผลอาจต้องทำการผ่าตัด ในรายที่รุนแรง หากมีอาการชัก หรือหมดสติ ให้ฉีดไดอะซีแพม 1-2 หลอดเข้าหลอดเลือดดำ แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน
ในรายที่อาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาสิ้นสุดการตั้งครรภ์เพื่อช่วยชีวิตมารดาไว้ก่อน แต่โดยทั่วโรคนี้สามารถให้การดูแลรักษาให้ปลอดภัยได้ทั้งแม่และเด็กในครรภ์ หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มเป็น ดังนั้นจึงควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ หมั่นชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และตรวจปัสสาวะ ถ้าพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นควรแนะนำไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้มีประโยชน์ คุณค่ามากที่สุด หมั่นพิจารณาน้ำหนักที่ควรขึ้นตามเกณฑ์ ถ้าขึ้นเดือนละ 2 กิโลกรัมถือว่าปกติ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เค็มจัด พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ และไม่ทำอะไรที่เหนื่อยมากเกินไป
อัลตราซาวด์หญิงตั้งครรภ์
อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งใช้หลักการของคลื่นเสียง และการสะท้อนกลับของคลื่นเสียง จากอวัยวะในร่างกาย กลับมายังเครื่อง แล้วแปรสัญญาณเสียงสะท้อน เป็นภาพของอวัยวะต่างๆ เหมือนของจริง สามารถดูอวัยวะภายใน อีกทั้งเห็นภาพการเคลื่อนไหวขณะนั้นจริง เช่น การเคลื่อนไหวของหัวใจ การเคลื่อนไหวของเด็กในครรภ์ เป็นต้น ช่วยให้แพทย์สามารถแก้ปัญหา และติดตามผลการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เครื่องมือนี้ ไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายต่อมนุษย์แม้แต่เด็กในครรภ์
ระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นระยะที่มีการพัฒนาการจากตัวอ่อน เป็นเด็กที่มีอวัยวะสมบูรณ์เหมือนเด็กโต จากคุณสมบัติดังกล่าวของอัลตราซาวด์ จะเห็นว่า เหมาะสมและปลอดภัย ในการตรวจหญิงที่ตั้ง ครรภ์รวมถึงเด็กในครรภ์ สามารถตอบปัญหาต่างๆ ของผู้ป่วย อีกทั้งติดตามการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ได้อย่างดี
การใช้อัลตราซาวด์เพื่อตรวจเด็กทารกในครรภ์นั้น สามารถแบ่งคร่าวๆ เป็น 2 ช่วง คือ
ช่วง 0-5 เดือนแรก จะช่วยบอกอายุของเด็กในครรภ์ได้อย่างแม่นยำถูกต้อง สามารถคาดคะเน เพื่อกำหนดคลอดได้ดีกว่าระยะของการตั้งครรภ์หลัง 5 เดือนไปแล้ว สามารถตรวจดูท่าของเด็กในครรภ์ ความสมบูรณ์หรือความผิดปกติของเด็กในครรภ์ได้อย่างคร่าวๆ อีกทั้งสามารถวินิจฉัยภาวะเด็กแฝดหรือ ภาวะเนื้องอกมดลูกร่วมกับการตั้งครรภ์ ซึ่งทั้ง 2 ภาวะนี้ทำให้การตรวจหน้าท้องจะพบขนาดของมดลูกไม่สัมพันธ์กับอายุ ครรภ์อีกทั้งยังบอกปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งของรกว่าขวางทางคลอดหรือไม่
นอกจากนี้ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ยังใช้เป็นแนวทางเพื่อตรวจดูบริเวณที่จะแทงเข็ม สำหรับการดูดน้ำคร่ำเพื่อหาโครโมโซมของลูก ในกรณีที่มารดาอายุมาก ซึ่งมีโอกาสที่เด็กในครรภ์จะมีโครโมโซมผิดปกติ การทำอัลตราซาวด์จะช่วยบอกตำแหน่ง และความลึกของการเจาะ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำอันตรายต่อตัวเด็กหรือรก
ช่วงอายุครรภ์มากกว่า 5 เดือน จนกระทั่งคลอด การตรวจระยะนี้เพื่อดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และเทียบกับผลการตรวจครั้งก่อน ว่าเด็กมีการเจริญเติบโต สมบูรณ์ เหมาะสมหรือไม่ อวัยวะต่างๆ ของเด็กเห็นได้มากขึ้น สามารถบอกเพศโดยเฉพาะเด็กผู้ชายได้ถูกต้องแม่นยำ สามารถดูไต, ตับ, กระเพาะปัสสาวะ ของเด็กได้ชัดเจนมากกว่าตอนตั้งครรภ์ก่อน 5 เดือน รวมทั้งดูตำแหน่งของรกว่าขวางทางคลอดหรือไม่ ท่าเด็กเปลี่ยนเป็นอย่างไร
ประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจอัลตราซาวด์ในมารดาตั้งครรภ์

Amniotic Fluid Embolism
มารดาที่เสียชีวิตจากการคลอด เนื่องจากน้ำคร่ำหลุดเข้าไปในกระแสเลือด และก่อให้เกิดการอุดตันในปอด เรียกว่า Amniotic Fluid Embolism (AFE) พบได้ 1 ต่อ 8,000-30,000 ของการตั้งครรภ์ โรคนี้จะมีอัตราการตายสูงมากถึงร้อยละ 80-90 โดยครึ่งหนึ่งเสียชีวิตภายในชั่วโมงแรกที่เกิดอาการ ผู้ที่รอดชีวิตมักเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่รุนแรง
โรคนี้รายงานไว้ในเอกสารทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี 1941 โดยสูติแพทย์ชาวเยอรมันสองท่าน นายแพทย์สไตเนอร์ Steiner และนายแพทย์ลัชบวก Luschbaugh หลังจากที่ตรวจพบเซลล์ที่เป็นของทารกในเนื้อเยื่อปอดของมารดาที่เสียชีวิตจากการคลอด
อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการศึกษาในระยะหลัง เชื่อว่ากลไกการเกิดโรคนี้คล้ายคลึงกับปฏิกิริยาแพ้ขั้นรุนแรง ที่เรียกว่า อะนาฟิแล็กซิส โดยพบว่า อาการที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการแตกตัวของเซลล์ชนิด mast cell ทำให้เกิดการหลั่งสารฮิสตามีนและทริปเทสออกมาในปริมาณมาก สารดังกล่าวกระตุ้นระบบคอมพลิเม้นท์ในร่างกายภายในเวลาอันรวดเร็ว
สาเหตุการเกิดโรค
เนื่องจากเซลล์ของทารกและเซลล์ต่างๆ ในน้ำคร่ำหลุดเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของมารดา เซลล์เหล่านั้นเป็นแอนติเจนที่แรงที่ร่างกายมารดาไม่เคยรับรู้มาก่อน จึงทำให้ร่างกายมารดาเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาตอบสนองแบ่งได้เป็นสองระยะ
ระยะแรก หลอดเลือดปอดจะหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้เกิดภาวะแรงดันในปอดสูงผิดปกติ และส่งผลให้แรงคันในห้องหัวใจห้องล่างขวาเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นวิกฤต ร่างกายของมารดาตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน ภาวะขาดออกซิเจนจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลว เกิดกลุ่มอาการที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน ในรายที่รอดชีวิตจากระยะแรก จะเข้าสู่ระยะที่สอง
ระยะที่สอง ปฏิกิริยาตอบสนองก่อให้เกิดปัญหาเลือดออกทั่วร่างกายอย่างรุนแรง ซึ่งจะรุนแรงมากจนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้เช่นกันในเวลาต่อมา

อาการของโรค
AFE : เกิดขึ้นโดยผู้ป่วยเกิดอาการหอบเหนื่อยและความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างกระทันหัน อาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องเข้าห้องไอซียู บางรายพบอาการชักร่วมด้วย และอาจมีปัญหาเลือดออกทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมงหลังเกิดอาการครั้งแรก
การวินิจฉัยโรค
เป็นการวินิจฉัยจากการตรวจศพหลังจากเสียชีวิตแล้ว โดยเมื่อทำการตรวจศพของมารดาที่เสียชีวิต จะพบเซลล์ของทารกในครรภ์ชนิดสควอมัสเซลล์ ในระบบไหลเวียนเลือดปอดของมารดา อาจพบลักษณะเลือดออกผิดปกติในเนื้อเยื่อไตร่วมด้วย ตรวจพบสารมิวซินในเนื่อเยื่อปอดโดยการย้อมพิเศษด้วยสีพีเอเอส การตรวจมิวซินใช้แอนติบอดี้ชนิด TKH-2 ให้ผลบวก
หลักการรักษา
เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ต้องให้ยาเพื่อเพิ่มความดันโลหิตทันที ขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะช็อค ใช้ยาโดปามีน Dopamine ซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มแรงหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มปริมาณเลือดไปที่ไต ขนาดที่ใช้ 2-5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมต่อนาที ฉีดเข้าเส้นเลือด ปรับขนาดตามความเหมาะสม ให้ยาหลังจากประเมินและแก้ไขปริมาณสารน้ำในร่างกายผู้ป่วยร่วมด้วย รวมทั้งบันทึกการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนอย่างละเอียด
การใช้ยาเพื่อกระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่ ดิจิตัลลิส Digoxin ชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ขนาดที่ใช้ 0.5 มิลลิกรัม ฉีดทันที จากนั้นให้อีก 0.25 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง ยากลุ่มนี้ นอกจากออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว ยังช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย อีกทั้งควบคุมอัตรากการกระตุ้นของไฟฟ้าหัวใจได้บางส่วน ควรตรวจเช็คระดับแคลเซี่ยมและแม็กนีเซียมในเลือด จะช่วยให้การใช้ยาเกิดประโยชน์สูงสุด
การใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ เนื่องจากเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากกลไกทางระะบบอิมมูน โดยฉีดไฮโดรคอรติโซน Hydrocortisone 500 มิลลกรัมเข้าเส้นเลือดทันที และฉีดซ้ำทุก 6 ชั่วโมง
การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกบีบตัวแรงเกิน จนเป็นเหตุให้ตกเลือดจำนวนมาก อาจเลือกใช้อ็อกซิโทซิน Oxytocin หรือ เมเทอจิน Methergine ในขนาดสูงสุด
ทำอย่างไร ทารกในครรภ์จึงจะมีฟันที่แข็งแรง ?
ทารกในครรภ์จะเริ่มสร้างฟัน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน ดังนั้นการเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก และฟันของทารก ได้แก่อาหารประเภทที่มีแคลเซียม ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นม ไข่ เป็นต้น
ฟันคุณแม่ล่ะ ดูแลอย่างไร ?
การดูแลรักษาสุขภาพปาก และ ฟันของคุณแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ สมัยโบราณคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า เมื่อตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะดึง สารอาหารจากฟันแม่ ทำให้เกิดฟันผุมากขึ้น คำกล่าวนี้ไม่เป็นความจริงเลย
เมื่อตั้งครรภ์ ทำฟันได้หรือไม่ ?
ผู้ที่มีความกลัวการทำฟันอยู่แล้ว พอเริ่มตั้งครรภ์ยิ่งทำให้มีความกลัว และวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?
ขอให้ท่านลดความกังวล และความกลัว เพราะความจริงก็คือ ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด โดยเฉพาะใน ช่วง 4 - 6 เดือน ของการตั้งครรภ์ จะเป็นระยะที่เหมาะสม และปลอดภัยมากที่สุดในการทำฟัน
ในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์นั้น จะเป็นช่วงที่ร่างกายคุณแม่มีการปรับตัวทั้งสภาวะร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งอารมณ์จะไม่ปกติ การจะต้องมาทำฟัน อาจทำให้คุณแม่มีความ เครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทารก แต่จะยกเว้นในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดมาก ทันตแพทย์ก็คงพิจารณาเฉพาะในแต่ละราย เพื่อลดอาการปวดของคุณแม่ที่อาจจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกัน
ส่วนในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ก่อนคลอดนั้น การนั่งทำฟันนาน ๆ จะไม่สะดวกต่อคุณแม่เอง ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ไม่เหมาะแก่การทำฟัน ยกเว้นในกรณีที่คุณแม่มีอาการปวดมาก หรือมีการติดเชื้อภายในช่องปาก
ควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีของแม่ และทารก
การดูแลเด็กทารกแรกคลอด
ทารกแรกเกิดหมายถึงทารกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 1 เดือนแรก ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญของชีวิตเพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในการปรับตัวของทารกจากในครรภ์มารดาสู่สภาวะแวดล้อมภายนอก จะเห็นว่าอัตราเจ็บป่วยของเด็กในช่วงนี้จะสูงกว่าระยะอื่นๆ ของชีวิต ในช่วงแรกคลอดถ้าทารกคลอดปกติ มีระบบการทำงานอวัยวะที่สำคัญของร่างกายที่สมบูรณ์ทั้งระบบการหายใจ การทำงานของหัวใจ สมอง หรืออวัยวะอื่นๆ และทารกนั้นคลอดครบกำหนด มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่พบความพิการแต่กำเนิดใดๆ ก็นับว่าเป็นทารกที่สมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไปก็คือการเลี้ยงดูทารกอย่างมีประสิทธิภาพจากมารดา นมแม่ยังเป็นอาหารชนิดเดียวในโลกที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทารกต้องการ เพื่อให้การเจริญเติบโตของร่างกายประสมประสานกลมกลืนไปกับการพัฒนาทางจิตใจและสมองอย่างเหมาะสม แต่ถ้ามีสาเหตุอื่นใดที่ไม่สามารถเลี้ยงด้วยนมแม่ได้ ก็ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์เพื่อให้ได้อาหารอื่นที่ทดแทนนมแม่ที่เหมาะสมต่อไป
ปัญหาการเลี้ยงเด็กในช่วงแรกเกิดส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องการทำงานของระบบหายใจการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ปัญหาเรื่องการให้นม การขับถ่าย การให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดหรือได้รับการแนะนำจากกุมารแพทย์ เพื่อให้บุตรของท่านเจริญเติบโตแข็งแรง สมบูรณ์ พัฒนาการดีและเป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ การเตรียมตัวเพื่อเป็นคุณแม่ตั้งแต่ในระยะก่อนตั้งครรภ์ และขณะตั้งครรภ์จะช่วยให้การเลี้ยงดูบุตรของท่านได้สมบูรณ์ปลอดภัยและมั่นใจ
การดูแลเด็กวัย 1 ขวบ
วัยขวบปีแรกของชีวิต เป็นวัยที่มีความสำคัญในการวางรากฐานต่อการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีของเด็กต่อไปในอนาคต เด็กวัยนี้จะมีการเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวจะเริ่มจากชันคอ คว่ำ คืบ คลาน ลุกนั่ง เกาะยืน และยืนได้ในที่สุด เด็กยังไม่สามารถพูดได้จะสื่อโดยการร้อง ส่งเสียงอ้อแอ้ และใช้ภาษาท่าทาง เมื่อปลายขวบปีแรก จะเริ่มพูดคำเดียว ได้บ่าง เช่น แม่ หม่ำ การพัฒนาทางด้านอารมณ์ จะเริ่มจำหน้าผู้เลี้ยงดูได้ เมื่ออายุราวๆ 6 เดือน ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาอุ้มเด็กจะร้องไห้และหันไปหาแม่ทันที ต่อมาเจะเริ่มมีอาการติดแม่ โดยการร้องตามและคลานตามเมื่อแม่เดินจากไป วัยนี้เด็กต้องพึ่งพาผู้เลี้ยงดูทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร หรือการเลี้ยงดูเอาใจใส่ ซึ่งเด็กจะแสดงความต้องการของตนโดยอาการร้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลาหิวนม ก้นเปียกแฉะ หรืออยากให้แม่อุ้ม ถ้าเด็กได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม โดยคนเลี้ยงดูคนเดิมตลอดเวลา เด็กจะมีความไว้ว่างใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะพัฒนาเป็นรากฐานบุคลิกภาพที่ดีต่อไปในอนาคต แต่ตรงข้ามถ้าเด็กถูกละเลย ไม่เอาใจใส่ ไม่ตอบสนอง หรือเปลี่ยนคนเลี้ยงดูบ่อยมาก จะทำให้เด็กไม่ไว้วางใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ก่อเกิดเป็นบุคลิกภาพที่ผิดปกติต่อไปได้
ดังนั้น การเลี้ยงดูเด็กวัยนี้ จึงควรเน้นให้ผู้เลี้ยงดูควรเป็นบุคคลคนเดียวสม่ำเสมอ และต้องเป็นผู้ที่ดูแลเอาใจใส่ ตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม
การดูแลเด็กวัย 2 ขวบ
เด็กวัย 1-2 ปี หรือที่เรียกว่าวัยเตาะแตะ จะมีพัฒนาการเปลี่ยนไปจากเด็กวัยแบเบาะ หรือขวบปีแรกอย่างชัดเจน ได้แก่การเริ่มลุกขึ้น ยืน เดิน และวิ่งไปมา เริ่มพูดได้มากขึ้น ซึ่งเป็นคำโดด ๆ หรือวลีสั้นๆ เช่น หาแม่ หม่ำนม เป็นต้น ด้านความคิดและอารมณ์ของเด็กวัยนี้ จะชอบสำรวจ ค้นหาสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว มีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง คิดว่าตนนั้นเป็นเจ้าของทุกสิ่งรอบ ๆ ตัว ยังไม่เข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ชัดเจนนัก จึงดูเหมือนดื้อและไม่เชื่อฟัง เวลาเด็กเกิดอารมณ์โกรธจะไม่สามารถอธิบายออกมาได้ จึงมักใช้การรัองไห้ บ่อยครั้งจะลงนอนดิ้นอาละวาดเมื่อถูกขัดใจ และมีความกังวลสูงถ้าต้องแยกจากแม่หรือผู้เลี้ยงดู
ดังนั้น การดูแลเด็กวัยนี้ จึงต้องการความเข้าใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กอย่างมาก ควรมีการจัดสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเด็กให้ค่อนข้างโล่ง ไม่มีสิ่งแตกหักง่าย หรือสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่บริเวณสายตาหรือใกล้มือเด็ก การห้ามเด็กไม่ให้ทำอะไร อย่าใช้วิธีพูดห้ามอย่างเดียว ควรใช้การกระทำด้วย เช่น เมื่อจะห้ามเด็กไม่ให้จับปลั๊กไฟ ควรใช้วิธีอุ้มเด็กออกมาจากบริเวณนั้น และพาไปดูหรือเล่นของเล่นอื่นแทน ไม่ควรใช้วิธีตีเพราะเด็กยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราว จะหยุดทำเพราะความเจ็บเท่านั้น และยังเลียนแบบการตีไปใช้กับผู้อื่นต่อไปด้วยนะคะ
การดูแลเด็กวัย 35 ขวบ
เด็กวัยนี้ เรียกว่าปฐมวัยหรือวัยอนุบาล เพราะเด็กจะเริ่มออกจากบ้านสู่สังคมนอกบ้าน คือโรงเรียนอนุบาล วัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีแต่ความสนุกสนาน ชอบวิ่งเล่นกลางแจ้ง มีการเคลื่อนไหวคล่องตัว สามารถ กระโดด เขย่ง ขึ้นลงบันได ขี่จักรยาน 3 ล้อได้ เป็นวัยที่มีพัฒนาการทางด้านภาษามาก เริ่มพูดประโยคยาว ๆ พูดเล่าเรื่องได้ ตอบโต้ได้ สามารถบอกชื่อ อายุ และเพศของตนได้อย่างถูกต้อง และเห็นสิ่งใดมักคิดว่าเป็นเรื่องจริง เช่น โฆษณาทางทีวีจะคิดว่าเป็นเรื่องจริง เป็นวัยที่มีจินตนาการสูง คิดว่าทุกสิ่งรอบตัวมีชีวิต สามารถพูดคุยกับตุ๊กตาได้ ชอบฟังนิทาน ชอบเลียนแบบการกระทำ ชอบเล่นกับเพื่อน ๆ แต่ยังไม่ค่อยยอมรับกติกา สามารถแยกตัวจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนอนุบาลได้ โดยเชื่อใจว่าพ่อแม่จะมารับกลับ
ดังนั้น การเลี้ยงดูเด็กวัยนี้ จึงควรให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ ฝึกทักษะต่าง ๆ เกี่ยวกับการช่วยตนเองให้มาก ควรให้เด็กได้มีโอกาสเข้าโรงเรียนอนุบาลเพื่อปรับตัวเข้ากับสังคมเพื่อน ๆ ควรรับฟังและตอบคำถามเด็ก เมื่อเด็กพูดเล่าเรื่องจินตนาการต่าง ๆ ไม่ควรพูดว่าเป็นเรื่องโกหกหรือไร้สาระ แต่พูดว่า หนูคงอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ความจริงนั้นไม่ใช่ พ่อแม่ควรเริ่มสอนจริยธรรมเบื้องต้นต่อเด็ก เช่น ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของเราไปหยิบมาไม่ได้ เป็นต้น
การดูแลเด็กวัย 6-11 ขวบ
ช่วงวัยนี้เรียกว่า วัยเรียน เพราะเป็นช่วงอายุที่เด็กเรียนอยู่ในชั้นระดับประถมศึกษา เป็นวัยที่เด็กออกสู่สังคมนอกบ้านโดยแท้จริง มีการช่วยตัวเองได้มากขึ้น มีการปรับตัวในด้านต่างๆ อย่างมาก โดยเฉพาะปรับตัวเข้ากับเพื่อน เข้ากับครู เข้ากับระบบโรงเรียน เด็กวัยนี้มีพัฒนาการทางด้านการใช้มืออย่างมาก สามารถทำงานละเอียดเช่น การฝีมือ วาดรูป ได้อย่างดี ด้านการใช้ภาษา จะมีการพูดที่ชัดเจนรู้ศัพท์ต่างๆ มากขึ้น มีจริยธรรมในขั้นที่อยากทำสิ่งที่ดีเพื่อให้มีคนชมว่าเป็นคนดี ยอมรับกฎเกณฑ์ข้อห้ามหรือกติกาต่างๆ ได้ รู้จักอดทน มีความพากเพียรในการเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จ
การดูแลเด็กวัยนี้ การส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกด้วยการพูดคุย หรือไต่ถามผู้ใหญ่ สนับสนุนให้เด็กมีการปรับตัวเข้ากับเพื่อน รู้จักช่วยเพื่อน เรียนรู้การทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับเพื่อน และการส่งเสริมกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากการเรียนด้วย เช่น การเล่นกีฬา ดนตรี และศิลปะ เป็นต้น
ของเล่น
& การเล่น
โดยธรรมชาติแล้ว เด็กทุกคนชอบที่จะเล่นเพราะการเล่นทำให้เด็กสนุกสนานและเพลิดเพลิน นอกจากนี้การเล่นยังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็ก ได้แก่
จึงจะเห็นได้ว่า การเล่นมีความสำคัญและประโยชน์ต่อเด็กมาก ดังนั้นผู้ใหญ่ควรมีทัศนคติที่ดีต่อการเล่นของเด็ก เพื่อให้เด็กได้คุณค่าจากการเล่นอย่างเต็มที่สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่น เรียกว่าของเล่น ซึ่งมีหลักในการเลือกดังนี้
เป็นสิ่งที่ปลอดภัยต่อเด็กเหมาะสมกับวัย และระดับพัฒนาการของเด็ก ตัวอย่างเช่น เด็กวัย 1-2 ปี กำลังเคลื่อนไหวได้เร็วชอบอยากรู้อยากเห็น และเลียนแบบ ดังนั้นของเล่นอาจเป็นลูกบอลพลาสติกสีสวยๆ รถลากของเล่นโทรศัพท์ เป็นต้น
การเล่นกีฬาในเด็ก
การเล่นกีฬาในเด็กเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพทางกายดีแล้ว สุขภาพจิตจะดีตามไปด้วย ช่วยให้รู้จักเคารพในกติกาของกีฬาแต่ละอย่าง รู้แพ้รู้ชนะ มีน้ำใจนักกีฬา และมักจะไม่หันเหไปมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
สำหรับชนิดของกีฬาที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เช่น ชกมวย ยกน้ำหนัก ซึ่งอาจมีผลต่อลักษณะโครงสร้าง ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่ก็ไม่ได้มีข้อห้ามออกมาอย่างชัดเจนว่าห้ามเด็กเล่น
สำหรับการเล่นกีฬาในเด็กวัย 1-10 ปี เป็นการส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้ใช้ความสัมพันธ์ของสายตา มือ เท้า เล่นเป็นหมู่คน คณะ และมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ได้แก่ วิ่ง ว่ายน้ำ กายบริหาร เกมส์ต่าง ๆ เป็นต้น
สำหรับการเล่นกีฬาในเด็กวัย 11-16 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไวของร่างกายให้มีน้ำใจเป็นน้ำกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ มีทั้งการเล่นเดี่ยวหรือเล่นเป็นทีม กีฬาที่แนะนำได้แก่ ว่ายน้ำ ฟุตบอล วอลเล่ห์บอล ตะกร้อ เทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น
การส่งเสริมการเล่นกีฬาในเด็ก ควรจะควบคู่ไปกับการส่งเสริมการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ควรดื่มนมทุกวัน วันละ 1 - 2 แก้ว การพักผ่อนก็ควรให้เพียงพอตามวัย จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโตสมบูรณ์ แข็งแรง
หลักการให้อาหารทารก
ทารก หมายถึง เด็กแรกเกิด 1 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านร่างกาย และสมอง ดังนั้นความเข้าใจในการให้อาหารจึงมีความจำเป็นเพื่อให้
อาหารในช่วงอายุต่าง ๆ
3 เดือนแรก
ปัจจัยที่สำคัญในการดูแลเด็กวัยนี้คือความสะอาด อาหารควรเป็นอาหารที่สุกด้วยความร้อน ภาชนะทุกชนิดควรผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการต้มหรือนึ่ง
4 - 6 เดือน
หลักการให้
วัยใกล้ 1 ขวบ
ควรได้รับอาหารหลัก
3 มื้อ
เด็กในวัยนี้ นม, ขนม,
ผมไม้ จะเป็นเพียงอาหารเสริม
วัย 1 ขวบ ขึ้นไป
อาหารทารกตามวัย (แรกเกิด - 1 ปี)
|
อายุ |
อาหารสำหรับทารก |
|
0-3 เดือน |
กินนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อย่าให้ข้าว หรือกล้วย |
|
4 เดือน |
|
|
5 เดือน |
กินนมแม่ ข้าวบดผสมเนื้อปลาสุกบด และน้ำแกงจืดสลับไข่แดงต้มสุก 1 ฟอง |
|
6 เดือน |
กินนมแม่ ข้าวบดผสมเนื้อปลา หรือไข่ ใส่ผักสุกบด น้ำแกงจืด และผลไม้สุกบดแทนนมแม่ได้ 1 มื้อ |
|
7 เดือน |
กินนมแม่ และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 6 เดือน ให้เนื้อสัตว์ หรือตับบด สลับกับปลา และไข |
|
8-10 เดือน |
กินนมแม่ และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 7 เดือน ให้เพิ่มเป็น 2 มื้อ |
|
10-12 เดือน |
กินนมแม่ และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 8-10 เดือน แต่เพิ่มประมาณมากขึ้น และให้เป็น 3 มื้อ |
คำแนะนำ
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุด ใช้เป็นอาหารหลักใน 6 เดือนแรก
การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่
คุณแม่ทั้งหลายทราบหรือไม่ว่าน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก มีสารอาหารครบถ้วน กระตุ้นการเติบโตของสมอง และอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งไม่มีอยู่ในนมชนิดอื่นใด เด็กที่กินนมแม่จึงเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ทั้งทางร่างกาย และสมอง มีผลให้เชาว์ปัญญาดี นอกจากนี้นมแม่ยังมีคุณสมบัติพิเศษ มีสารภูมิต้านทางป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น โรคหวัด ปอดอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ ทารกจะได้รับภูมิคุ้นกันนั้นทันทีตั้งแต่การกลืนนมแม่มื้อแรก ๆ และครั้งต่อ ๆ ไป
ประโยชน์ต่อแม่และครอบครัว
เกิดความรัก
และผูกพันต่อลูก เคล็ดลับความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การปฏิบัติตนของคุณแม่เมื่อให้นมแก่ลูก
· ท้องอืด ย่อยได้ไม่ดี เพราะลำไส้ของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่
· กระเพาะอาหารแตก
· กินนมแม่ได้น้อยลง
· ท้องเสีย หากเตรียมอาหารไม่สะอาด
การบีบนมเก็บไว้ให้ลูก สำหรับคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน อาจใช้วิธีบีบน้ำนมเก็บไว้ และต้องปฏิบัติดังนี้
คำแนะนำในการให้นมของมารดา
1.
การเลี้ยงทารกด้วยนมมารดาเป็นวิธีที่ดีสุด เนื่องจาก
2. วิธีการเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา
3.
ข้อควรปฏิบัติสำหรับมารดาในระยะให้นมบุตร
4. หากจำเป็นต้องใช้นมผสม
อาหารทารกตามวัยแรกเกิด - 1 ปี
|
อายุ |
อาหารสำหรับทารก |
|
0- 4 เดือน |
กินนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อย่าให้ข้าวหรือกล้วย |
|
4 เดือน |
กินนมแม่ ข้าวบดผสมไข่แดงต้มสุกประมาณ 1 ใน 4 ฟอง และน้ำแกงจืด สลับกล้วยน้ำว้าสุกงอมบด |
|
5 เดือน |
กินนมแม่ ข้าวบดผสมเนื้อปลาสุกบดและน้ำแกงจืด สลับไข่แดงต้มสุก 1 ฟอง |
|
6 เดือน |
กินนมแม่ ข้าวบดผสมเนื้อปลาหรือไข่ ใส่ผักสุกบด น้ำแกงจืดและผลไม้สุกบดแทนนมแม่ได้ 1 มื้อ |
|
7 เดือน |
กินนมแม่และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 6 เดือน ให้เนื้อสัตว์หรือตับบด สลับกับปลาและไข่ |
|
8 - 10 เดือน |
กินนมแม่และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 7 เดือน ให้เพิ่มเป็น 2 มื้อ |
|
11 - 12 เดือน |
กินนมแม่และอาหารอื่นเช่นเดียวกับอายุ 8-10 เดือน แต่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและให้เป็น 3 มื้อ |
คำแนะนำ
อาหารของเด็กวัยก่อนเข้าเรียน
|
อาหาร |
ปริมาณอาหารใน 1 วัน |
คำแนะนำเพิ่มเติม |
|
นม |
2 ถ้วย |
นมสดหรือนมผสม |
|
ไข่ |
1 ฟอง |
ไข่ไก่หรือไข่เป็ด ควรกินไข่สุก เพราะย่อยง่าย |
|
เนื้อสัตว์ (สุก) |
3 - 4 ช้อนโต๊ะ |
กินอาหารทะเลและตับอย่างน้อยสัปดาห์ละ1 - 2 ครั้ง |
|
ข้าวสวยหรืออาหารแป้ง |
2 - 3 ถ้วย |
ควรหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำหรือนึ่ง |
|
ผัก |
ครึ่ง - 1 ถ้วย |
กินผักใบเขียวหรือผักอื่นๆ ด้วยทุกมื้อ |
|
ผลไม้ |
มื้อละ ครึ่ง - 1 ผล |
ผลไม้สดตามฤดูกาลหรือน้ำผลไม้คั้น |
|
ไขมันหรือน้ำมัน |
- |
ควรใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารแทนน้ำมันสัตว์ |
หมายเหตุ
คำแนะนำ
ข้อแนะนำบันทึกการพัฒนาการเด็ก
|
ความสามารถตามวัย |
ทำได้ภายใน (เดือน) |
วิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก |
|
1 |
|
|
2 |
|
|
3 |
|
|
4 |
|
|
5 |
|
|
6 |
|
|
7 |
|
|
8 |
|
|
9 |
|
|
10 |
|
|
12 |
|
|
15 |
|
|
18 |
|
|
20 |
|
|
24 |
|
|
30 |
|
|
36 |
|
|
40 |
|
|
50 |
|
|
60 |
|
|
72 |
|
อาการของลูกน้อยที่ควรเฝ้าระวัง
โดยทั่วไปหากบุตรหลานท่านมีอาการ เช่น มีเลือดออก, ชัก หรือหมดสติ คุณพ่อคุณแม่คงไม่รีรอที่จะพาเด็กมาพบแพทย์ อาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบมีดังนี้
ทารกนอนมากเกิน
ทารกแรกเกิดปรกติควรจัดให้นอนหงายสลับนอนตะแคง หลีกเลี่ยงท่านอนคว่ำ เพื่อป้องกันโรคไหลตาย (sudden infant death syndrome) ที่นอนควรเป็นที่นอนแข็ง และปูด้วยผ้าบาง ๆ ระหว่างทารกกับที่นอน ทารกแรกเกิดปรกติใช้เวลาในการนอนวันละ 20-22 ชั่วโมง ทารกปรกติต้องตื่นเองเมื่อถึงเวลานม โดยมากตื่นดูดนมวันละ 8 มื้อ หรือมากกว่า ภาวะที่ทำให้ทารกนอนมาก ไม่ตื่นเพื่อดูดนมตั้งแต่เกิดและร้องน้อย และหากวินิจฉัยได้ และรักษาเร็ว สามารถป้องกันปัญญาอ่อน คือ ภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroidism) ทารกเกิดที่เคยตื่นดูดนมวันละ 8 มื้อหรือมากกว่า หากวันใดนอนมากกว่าปรกติ และดูดนมน้อยกว่าปรกติหรือไม่ดูดนม หรือร้องน้อยลง ต้องถือว่าทารกมีความผิดปรกติ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุทันที ภาวะที่พบบ่อยที่ทำให้ทารกมีอาการดังกล่าว ได้แก่ การติดเชื้อในเลือด (sepsis) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเย็นซึ่งพบในฤดูกาลอากาศเย็นหรือนอนในห้องปรับอากาศ ภาวะอุณหภูมิกายสูง ซึ่งพบในฤดูกาลอากาศร้อน และภาวะตัวเหลืองเกิน (bilirubin encephalopathy) เป็นต้น
DNA paternity testing
การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา หรือที่เรียกว่า DNA paternity testing เป็นเทคนิคการตรวจดีเอ็นเอ ชนิดหนึ่ง ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน จุดประสงค์หลักเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น และต้องการหลักฐานทางพันธุกรรมเข้ามาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา อาศัยหลักการที่ว่า ดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของลูก ครึ่งหนึ่งจะมาจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งมาจากแม่
การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา อาจใช้วิธีตรวจจากเลือด หรือตรวจจากเซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้มก็ได้ โดยนำสิ่งส่งตรวจไปที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อทำการสกัดดีเอ็นเอ ผ่านขั้นตอนกระบวนกรรมวิธีทำให้ดีเอ็นเอเป็นสารบริสุทธิ์ จากนั้นเตรียมดีเอ็นเอที่สกัดได้ นำมาทำการทดสอบกับชุดทดสอบที่เรียกว่า DNA markers จำนวน 16 ชุด ผลที่ได้จะเป็นแบบแผนสารพันธุกรรมของสิ่งส่งตรวจ เมื่อนำแบบแผนสารพันธุกรรมของสิ่งส่งตรวจทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทางห้องปฏิบัติการสามารถใช้การวิเคราะห์ทางสถิติคำนวณความน่าจะเป็น ซึ่งเรียกว่า probability of paternity
ความแม่นยำของการตรวจดีเอ็นเอ
การตรวจดีเอ็นเอในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตราฐานทุกแห่ง พบว่ามีความแม่นยำมากถึงร้อยละ 100 ในทางปฏิบัติจะพิจารณาความแม่นยำของการทดสอบ ร่วมกับปัจจัยทางชีวภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผลการทดสอบมีความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูงมาก ในบางห้องปฏิบัติการอาจมีการทดสอบแบบแผนสารพันธุกรรมจากสิ่งส่งตรวจของบุคคลที่สามเพิ่มเติม แต่ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดาอาจไม่ได้ตรวจเพียงวิธีเดียว เช่นเดียวกับหลักการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทั่วไป ในกรณีที่ต้องการทดสอบความเป็นพี่น้องหรือลูกหลานเว้นชั่วอายุคน พบว่าด้วยเทคนิคดังกล่าวจะความแม่นยำประมาณร้อยละ 90

การตรวจดีเอ็นเอจากเซลล์เยื่อบุช่องปาก
การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา โดยการตรวจดีเอ็นเอจากเซลล์เยื่อบุช่องปาก จะให้ผลการทดสอบที่มีความแม่นยำเช่นเดียวกับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา โดยการตรวจเลือด อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาตรวจดีเอ็นเอจากเซลล์เยื่อบุช่องปาก ในกรณีที่ผู้เข้ารับการตรวจเพิ่งได้รับเลือดมา หรือในกรณีผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ สำหรับการตรวจดีเอ็นเอนั้น เด็กจะมีอายุเท่าใดก็ได้ ผลการตรวจจะเหมือนกัน ไม่ขึ้นกับอายุ
การแปลผลการทดสอบ ประกอบไปด้วยข้อมูล 3 ส่วนที่สำคัญ
ในทางปฏิบัติ การแปลผลการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด ในกรณีที่ Probability of Paternity เป็นศูนย์ ก็แสดงว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูก และในกรณีที่ Probability of Paternity เท่ากับร้อยละ 99.9 แสดงว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกแน่นอน
โดยทั่วไปการตรวจดีเอ็นเอใช้เวลานาน 5-7 วัน ในต่างประเทศห้องปฏิบัติการที่ตรวจได้เร็วที่สุด กระทำได้ภายใน 3 วัน

ตัวอย่างรายงานผลการตรวจดีเอ็นเอ
ตัวอย่างที่ 1
A
positive paternity result
Probability of paternity 99.9999%
Combined paternity index of 1,000,000 to 1
The putative father, James Smith is not excluded from the paternity of Mary Jones. The results obtained are consistent with James Smith being the biological father of Mary Jones and are one million times** more likely if James Smith is the father of Mary Jones than if they are unrelated.
The probability of paternity given the DNA evidence is at least 99.9999% compared to an untested random man of the UK population.
ตัวอย่างที่ 2
A negative paternity result
The DNA tests exclude paternity. James Smith cannot be the father of Mary Jones as he lacks the genetic markers that must have been inherited by the child from the biological father
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา
มีผู้ป่วยหลายท่านที่มีพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และมักมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องในการใช้ยา ทำให้เกิดผลเสีย และอันตรายจากการใช้ยา ความเชื่อผิด ๆ ที่พบบ่อยมีดังนี้
ฉีดยาดีกว่ากินยา
โดยหลักการแล้ว ยารับประทานเป็นยาที่แพทย์จะเลือกใช้เป็นลำดับแรก เพราะสามารถรักษาโรค หรือบำบัดอาการได้เกือบทั้งหมด ใช้ง่ายและสามารถติดตัวเพื่อรับประทานต่อเนื่อง สำหรับยาฉีดนั้นเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยา หรือในผู้ป่วยหนัก หรือต้องการผลให้ระดับยาสูงขึ้นทันที หลังจากนั้นเมื่อคุมอาการได้ แพทย์ก็จะพิจารณาให้รับประทานยาต่อ
ข้อควรรู้ คือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากยาฉีดนั้นจะแก้ไขได้ยาก หรือรุนแรงมากกว่ายารับประทาน และมีบ้างที่อาจแก้ไขไม่ทัน
ยาแพงดีกว่ายาถูก
ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะยาปัจจุบันที่มีอยู่ในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ ยาที่แพงอาจเนื่องจากมีการบวกค่าโฆษณา ค่าการค้นคว้าในอดีต และการบวกกำไรลงไปในราคายามากเป็นหลายเท่าตัว
ข้อควรปฏิบัติ คือ ควรสอบถามผู้ขาย หรือแพทย์ว่ายาดังกล่าวสามารถเชื่อถือคุณภาพได้มากน้อยเพียงใด ใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาว่ายามีคุณภาพ
ยาตัวใหม่ดีกว่ายาตัวเก่า
ความเชื่อนี้มีส่วนจริงบ้างแต่ไม่เสมอไป ยาที่ออกใหม่หลายตัวก็มีผลการรักษาที่ไม่แตกต่างจากยาเดิม แต่ก็มียาใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่ยาเก่าใช้ไม่ได้ผล อันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนสะสมมานาน ทั้งจากด้านผู้ใช้ยาที่ใช้ไม่ถูกต้อง และผู้สั่งใช้ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือแนวทางที่ถูกต้องในการรักษา นอกจากนี้ยาใหม่อาจมีการพัฒนาเพื่อให้ใช้ได้ง่ายขึ้น ลดอาการข้างเคียงบางอย่างลง หรือทันต่อโรคใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามข้อเสียของยาใหม่คือมีข้อมูลการใช้ไม่มากพอ ผู้ใช้จึงเป็นเสมือนหนูลองยา บ่อยครั้งที่ต้องมีการถอนยาตัวนั้นออกจากตลาด หลังจากใช้ไปได้ระยะหนึ่ง เพราะความเป็นพิษรุนแรง บางชนิดทำให้พิการบางชนิดมีผลให้เสียชีวิต
สิ่งที่ควรรู้ คือ การรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นกับการวิเคราะห์อาการได้ถูกต้อง การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม ความร่วมมือในการรักษา ความสามารถในการใช้ยาที่มีวิธีการใช้พิเศษ เช่น ยาพ่น และการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ
เมื่ออาการหายก็ไม่ต้องรับประทานยาต่อ
ความเชื่อนี้มีทั้งที่จริงและไม่จริง ยาที่รักษาอาการ เช่น ยาแก้ปวดหัว ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการหวัด ยาเหล่านี้เมื่อไม่มีอาการก็สามารถที่จะหยุดได้ แต่ยาที่มีการระบุไว้ที่ฉลากว่า "ควรรับประทานติดต่อกันทุกวันจนหมด" หรือยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ความดันเลือดสูง เบาหวาน จะต้องรับประทานต่อเนื่องตามขนาด และเวลาที่ระบุ ถึงแม้จะควบคุมอาการได้แล้วก็ตาม เพราะเป็นยาที่รักษาที่ต้นเหตุของการเจ็บป่วยนั้น มิฉะนั้นอาจทำให้เรื้อรัง ดื้อยา หรือไม่สามารถคุมอาการได้
ข้อควรปฏิบัติ คือ สอบถามทุกครั้งที่ได้รับยาว่ามียาขนานใดที่ต้องรับประทานตามขนาดและเวลาที่สั่งจนหมด ในทางปฏิบัติทั่วไปยาที่ให้โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อบำบัดเมื่อมีอาการเท่านั้นที่ไม่ต้องรับประทานจนหมด นอกนั้นควรรับประทานจนหมดเพื่อลดปัญหาการเก็บ และการนำกลับมาใช้ใหม่ที่อาจเป็นอันตราย
อาการเจ็บป่วยของตนนั้นต้องใช้ยาแรง ยาอ่อนไม่ได้ผล
หากไม่ได้เป็นโรคเรื้อรัง การเจ็บป่วยแต่ละครั้งนั้นไม่ขึ้นต่อกัน การใช้ยาแต่ละครั้งจึงไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ป่วยมักได้รับการบอกจากผู้ให้บริการว่า สำหรับคุณจำเป็นที่ต้องได้รับยาแรง ยาอ่อนไม่ได้ผล หรือร้านนี้ไม่มียาอ่อน การพูดดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างความเข้าใจที่ผิด และต้องการที่จะให้ผู้รับบริการเชื่อว่าได้รับยาที่ดีที่สุด และเป็นเสมือนการโฆษณาชวนเชื่อ สามารถที่จะเรียกเก็บเงินในราคาสูง ยาที่ดีที่สุดนั้นเป็นยาที่ตรงกับอาการ หรือสาเหตุจริงของการเจ็บป่วย อาการจะหายหรือไม่หายขึ้นกับความสามารถในการวิเคราะห์โรค และการเลือกยาที่เหมาะสม
ข้อควรปฏิบัติ คือ บอกเล่าอาการให้ละเอียด มีประวัติการใช้ยา อาหารเสริม สมุนไพร หรือการแพ้อะไร มีโรคประจำตัวหรือไม่ และสอบถามวิธีปฏิบัติข้อควรระวังในระหว่างการใช้ยานั้น
ยาชุดดีกว่ายาเดี่ยว
ยาชุดเป็นการจัดยาหลายขนานเข้าด้วยกันที่นับว่าเป็นเสมือนสิ่งที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาของสังคมไทย เพื่อความสะดวกในการรับประทาน และง่ายต่อการจัดของผู้ป่วย สำหรับยาเดี่ยวนั้นจะบรรจุยาแต่ละชนิดแยกจากกัน ข้อดีของยาเดี่ยวคือไม่ปนเปื้อนยาบางขนานอาจให้ในเวลาที่ต่างกัน แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปจะยากในการใช้ให้ถูกต้อง ยาชุดหรือยาเดี่ยวจึงไม่แตกต่างกัน ถ้าเป็นยาที่รับประทานเวลาเดียวกัน และตรงกับอาการที่เป็นจริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือ ยาชุดที่มีการจัดมักจะมีการใส่ยาที่มีอันตรายมาก เช่น สเตียรอยด์ ลงไปในยาชุดโดยหวังให้กดหรือบดบังอาการชั่วคราว และจะเป็นอันตรายร้ายแรงเมื่อใช้ต่อเนื่อง
ข้อควรปฏิบัติ คือ หากเลี่ยงได้ให้เลี่ยงยาชุดโดยเฉพาะยาชุดที่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า และให้บอกว่าไม่ต้องการยาสเตียรอยด์
ยารับประทานจะรับประทานก่อน หรือหลังอาหารก็ได้ไม่แตกต่างกัน
ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป โดยมาแล้วยารับประทานมักจะให้รับประทานหลังอาหารเพื่อสะดวกในการรับประทานและไม่ลืม เป็นการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา ยาหลังอาหารนั้นสามารถที่จะรับประทานหลังอาหารได้ทันที หรือภายในครึ่งชั่วโมง สำหรับยาก่อนอาหารจะต้องรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง อย่างไรก็ตามหากระบุให้รับประทานก่อนอาหาร พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ก็ควรที่จะปฏิบัติตามเวลาที่รับประทานที่ถูกต้องของยาดังกล่าว เนื่องจากยาบางตัวไม่ทนกรด ยางบางตัวมีผลกัดกระเพาะ ยางบางตัวจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหารหรืออาหารที่มีไขมันสูง
ข้อควรรู้ การได้รับยาที่มากกว่า 1 ขนานสามารถที่จะเกิดยาตีกันได้ (อันตรกิริยาของยา) ในบางครั้งการให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหารแยกจากกัน ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันไม่ให้ยาตีกันดังกล่าว จึงควรที่จะรับประทานให้ถูกต้องเพื่อผลการรักษาที่ดี และลดอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้
ปวดหลัง
ปวดหลังเป็นปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายได้ด้วยการนอนพัก หรือการใช้ยาร่วมด้วย มีบางส่วนที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง จนรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ปวดหลังอาจเป็นเพียงอาการ หรืออาจเป็นโรคซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ
สาเหตุของการปวดหลัง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
การรักษา
จุดมุ่งหมายของการรักษา คือ การทำให้สามารถกลับไปทำงานได้ปกติ การป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อัมพาต หรือความพิการผิดรูปของกระดูกสันหลัง และปัองกันการปวดหลังซ้ำซ้อน
การรักษาตามสาเหตุของโรค
การปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหลัง
การปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะช่วยป้องกัน และลดอาการปวดหลังได้
การนอน ที่นอนควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ปวดหลังได้
|
|
|
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดีที่สุด โดยหาหมอนวางระหว่างขา |
|
|
|
ท่านอนหงาย ควรมีหมอนหนุนใต้โคนขา เพื่อให้เข่างอเล็กน้อย ช่วยลดการแอ่นตัวของหลัง |
|
|
|
ท่านอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ไม่ดี เพราะจะทำให้หลังแอ่นปวดหลังได้ |
|
|
|
ท่านั่ง ควรนั่งให้ชิดขอบในของเก้าอี้โดยหลังไม่โกง เก้าอี้ที่นั่งต้องรองรับก้น และโคนขาได้ทั้งหมด ความสูงพอดีที่เท้าแตะพื้น เก้าอี้ที่ดีควรมีที่เท้าแขน |
|
|
|
ท่ายืน ควรยืนพักขา 1 ข้าง คือ เข่าตึงข้าง-หย่อนข้าง จึงจะไม่ทำให้หลังแอ่น ถ้ายืนนานๆ ควรหาเก้าอี้เตี้ยๆ รองที่ขาข้างหนึ่งไว้ สลับกันไป ผู้สวมรองเท้าส้นสูงมากๆ ทำให้หลังแอ่นเกิดอาการปวดหลังได้ |
|
|
|
การยกของ อย่าก้มลงยกของ ควรย่อเข่าลงแล้วอุ้มของชิดลำตัว |
|
|
|
การขับรถ จัดเก้าอี้ให้ขาเหยียบเบรค หรือน้ำมันได้ตัวตรง และควรมีหมอนใบเล็กๆ หนุนเอวไว้ |
|
|
|
การเขียนหนังสือ อย่าทำงานโดยยืนก้มตัวลงที่โต๊ะ หาเก้าอี้ที่สูงพอเวลาที่เขียนหนังสือ ข้อศอกอยู่ในแนวระดับกับโต๊ะ เวลาเขียนหลังต้องตรง |
|
|
|
การเอื้อมหยิบสิ่งของ หรือการวางสิ่งของในบริเวณที่ใกล้มือ หรือสูงจนสุดเอื้อม จะทำให้ปวดหลังได้ ดังนั้นควรจะใช้บันได หรือเก้าอี้ช่วย |
การบริหารร่างกาย
การบริหารร่างกาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อหลัง และกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง ช่วยลดอัตราการเกิดอาการปวดหลังได้อย่างดี
|
|
|
ท่าที่ 1 นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง แขนแนบข้างลำตัว จังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้องเพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น นับ 1-3 ช้าๆ จังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบาย ทำ 5-6 ครั้งในวันแรกแล้วเพิ่มขึ้นในวันต่อไป |
|
|
|
ท่าที่ 2 นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง ผงกศีรษะค้างไว้นับ 1-2 แล้วเอาลง เริ่มทำครั้งแรก 10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 25 ครั้งในวันต่อไป |
|
|
|
ท่าที่ 3 นอนหงายเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งฉากกับลำตัวโดยเข่าไม่งอ แล้วค่อยๆ เอาลง จากนั้นยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน เมื่อเอาลงแล้วยกพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง อีกครั้งหนึ่งเริ่มทำ 3 ครั้งแล้วค่อยเพิ่มให้ถึง 10 ครั้ง |
|
|
|
ท่าที่ 4 นอนคว่ำขาเหยียดตรงแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ นับ 1-3 จึงวางลงสลับกับยกขาอีกข้างหนึ่ง ทำเหมือนกันโดยที่เข่าไม่งอขณะยกขา ทำ 5 ครั้งต่อไปค่อยเพิ่มขึ้น |
|
|
|
ท่าที่ 5 ยืนหลังตรง งอเข่างอสะโพกลงนั่งให้ชิดพื้นมากที่สุดโดยหลังไม่งอเลย เริ่มทำ 3 ครั้ง เพิ่มขึ้นจน 10 ครั้งวันต่อไป |
|
|
|
ท่าที่ 6 นั่งหลังตรง ขาข้างหนึ่งเหยียดยาวเข่าตรง ขาอีกข้างงอขึ้นมาตั้งไว้ เริ่มทำโดยเหยียดแขนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดจนรู้สึกตึงที่หลังขาข้างที่เหยียด นับ 1-3 จึงค่อยเอนหลังกลับท่าเดิม ทำ 5-6 ครั้ง ต่อไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ |
|
|
|
ท่าที่ 7 นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ 2 ข้าง มือประสานไว้ตรงเข่า จากนั้นดึงขาเข้ามาชิดอกพร้อมกับยกศีรษะขึ้นด้วย นับ 1-3 แล้วกลับไปอยู่ท่าเดิม |
|
|
|
ท่าที่ 8 นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ จังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้หลังติดพื้น จังหวะที่สองยกก้นให้ลอดขึ้นพ้นพื้นในเวลาเดียวกัน นับ 1-3 ค่อยกลับมาอยู่ในท่าเดิม |
|
|
|
ท่าที่ 9 ยืนตรงมือทั้ง 2 เหยียดยันกำแพงไว้ เท้าทั้ง 2 ห่างจากกำแพงครึ่งเมตร จังหวะที่ 1 โน้มตัวไปข้าหงน้า ขณะที่ตัวตรงอยู่ ส้นเท้ายังคงแตะอยู่ที่พื้นเช่นเดิม 1-3 จากนั้นค่อยดันตัวกลับมายืนท่าเดิม |
การบริหารร่างกายต้องทำทุกวัน ถ้าทำบ้างไม่ทำบ้างจะไม่ได้ประโยชน์ อาจเป็นเวลาเช้า หรือก่อนเข้านอน ขณะออกกำลังกาย ถ้ามีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้หยุดออกกำลังกายทันที
โรคลูปัสคืออะไร
โรคเอส แอล อี (SLE) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโรคลูปัส เป็นคำย่อที่มาจากชื่อโรคในภาษาอังกฤษ ว่า Systemic lipus erythematosus เป็นโรคที่พบในผู้หญิงบ่อยกว่าในผู้ชายประมาณ 10 เท่า โรคลูปัสเป็นโรคที่มีอาการแสดงได้หลายแบบ ผู้ป่วยแต่ละคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลูปัสเหมือนกัน อาจมีอาการคนละแบบ และอาจไม่เคยมีอาการที่ผู้ป่วยอีกคนเป็นเลยก็ได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคน อาจได้รับการรักษาคนละแบบ ยาคนละอย่าง การรักษานี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์โรคข้อ และผู้ป่วยควรใส่ใจในการดูแลตนเองด้วย
โรคลูปัส เกิดจากอะไร
โรคเอส แอล อี หรือโรคลูปัส เป็นโรคที่มีการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบนี้เป็นแบบเรรื้อรังและเกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ ได้แก่ ข้อ ผิวหนัง ไต เป็นต้น ถึงแม้โรคลูปัสจะเป็นโรคเรื้อรัง การดำเนินโรคประกอบด้วยระยะโรคกำเริบสอดแทรกด้วยระยะที่โรคสงบ ในช่วงที่โรคกำเริบนั้น ความรุนแรงของโรคก็แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายโรคลูปัสเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง (autoimmune disease) เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารขึ้นมาต่อต้านตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นจากการเข้ามาของเม็ดเลือดขาวและเซลล์อื่นๆ สู่บริเวณที่อักเสบ สาเหตุที่ร่างกายสร้างสารขึ้นมาต่อต้านตนเองนั้น ยังไม่พบแน่ชัด แต่น่าจะมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบที่ยืนยันว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งทำให้เกิดโรคนี้
ใครเป็นโรคลูปัส
โรคลูปัสเป็นโรคที่พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-40 ปี ผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า ทั้งนี้ผู้ชายและผู้สูงอายุก็มีโอกาสเป็นโรคลูปัสเช่นเดียวกัน ซึ่งการวินิจฉัยอาจล่าช้ากว่าในผู้หญิง เนื่องจากมีอาการน้อยกว่า คนทุกเชื้อชาติมีโอกาสเป็นโรคลูปัส ชาวเอเชียและชาวอัฟริกามักมีอาการของโรครุนแรงกว่าชาวผิวขาว
อาการของโรคลูปัส
อาการของโรคลูปัสเป็นได้หลายแบบในหลายอวัยวะ อาการเหล่านี้อาจค่อยๆ เกิดขึ้นในเวลาเป็นเดือน หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้ ได้แก่
นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นอีกหลายแบบที่เป็นผลมาจากโรคลูปัสในผู้สูงอายุ อาจมีอาการไม่ชัดเจน เป็นสาเหตุให้วินิจฉัยลำบาก เช่น อาจมีผื่นเพียงเล็กน้อย และปวดข้อบ้าง เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคลูปัส
การวินิจฉัยอาศัยการที่เข้าได้กับโรค อาการแสดงจากการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเลือดที่สำคัญ คือ การตรวจที่เรียกว่า antinuclear antibody หรือเรียกสั้นๆ ว่า ANA ซึ่งพบในผู้ป่วยเกือบทุกราย การตรวจอย่างอื่นเป็นการดูว่ามีอวัยวะใดที่มีการอักเสบเกิดขึ้นจากโรคลูปัสบ้างได้แก่ การตรวจปัสสาวะ การนับเม็ดเลือด การถ่ายภาพรังสีของปอด การทำอัลตราซาวน์หัวใจ เป็นต้น การตรวจในบางครั้งต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วย เช่น ผู้ที่เป็นผื่นผิวหนังอาจต้องตัดผิวหนังส่วนนั้นไปตรวจ ผู้ที่มีไตอักเสบอาจต้องตัดชิ้นเนื้อจากไตไปตรวจ
การรักษาโรคลูปัส
การรักษาโรคลูปัสอาศัยอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติกร่วมกับการดูแลตนเองของผู้ป่วย เนื่องจากโรคลูปัสเป็นโรคเรื้อรัง จึงต้องมีการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าโรคจะสงบไปแล้ว แพทย์อาจให้ผู้ป่วยทานยาต่ออย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการกำเริบของโรคอาจเกิดขึ้นอีกและอาจมีความรุนแรงน้อยลงหรือมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ การรักษาขึ้นอยู่กับอาการที่เป็น หากมีอาการน้อยและไม่รุนแรง สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาต้านมาลาเรียได้ แต่ในผู้ที่มีอาการมากต้องมีการใช้ยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เช่น ในผู้ที่มีไตอักเสบ มีเส้นเลือดอักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยควรเข้าใจถึงวิธีการใช้ยาและผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจะได้ทราบและปรึกษาแพทย์ในระยะต้น ถึงแม้ว่ายาเหล่านี้จะมีผลข้างเคียง แต่มีความจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่โรคมีอาการรุนแรง เพราะโรคลูปัสเอง อาจกำเริบมากเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตได้
ยากดภูมิต้านทานที่แพทย์มักใช้ในโรคลูปัส ได้แก่ ยาซัยทอกแซน (Cytoxan) ยาเซลเซพท์ (Cellcept) ยาอิมมูแรน (Imuran) การใช้ยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามกับแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ
ยาอื่นๆ ที่มีการใช้ในโรคลูปัส ได้แก่ ยาดีเอชอีเอ (DHEA) ยาฉีดริทักซิแมบ (Rituximab) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากและควบคุมไม่ได้ด้วยการใช้ยาหลายชนิด อาจมีความจำเป็นต้องให้ยากดภูมิต้านทานขนาดสูงมาก ซึ่งอาจทำร่วมกับการเปลี่ยนไขกระดูก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคลูปัสในระยะยาว
โรคลูปัสเป็นโรคที่ต้องอาศัยการรักษาในระยะยาว และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ได้แก่ การตายของหัวกระดูกสะโพก การขาดประจำเดือน โรคกระดูกผุ เป็นต้น
โรคอื่นที่อาจเกิดร่วมกับโรคลูปัส
โรคแอนติ้ฟอสโฟลิปิดแอนตี้บอดี้ ผู้ที่มีโรคนี้มีการแท้งบ่อย หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดทั้งในเส้นเลือดดำและในเส้นเลือดแดง โรคโจเกรน (Sjogren 's syndrome) มีอาการปากแห้ง ตาแห้ง
โรคลูปัสกับการตั้งครรภ์
ผู้หญิงที่ใช้ยากดภูมิต้านทาน ควรมีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ เพราะยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดการพิการของทารกในครรภ์ การใช้ยากินเพื่อการคุมกำเนิดอาจจะทำให้โรคลูปัสกำเริบได้ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดแทน ผู้ที่เป็นโรคแอนติ้ฟอสโฟลิปิดแอนตี้บอดี้ ที่ต้องการใช้ยาคุมกำเนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อน ผู้ป่วยที่ต้องการจะตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ควรมีครรภ์ ประเมินโรคและปรับยาที่ใช้ ผู้ที่ยังมีโรคกำเริบในอวัยวะที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์
บทบาทของอายุรแพทย์โรคข้อ และโรครูมาติก ในการรักษาโรคลูปัส
โรครูมาติก หมายถึง โรคที่เกี่ยวกับข้อและกล้ามเนื้อ โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรครูมาติก ได้แก่ โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคไข้รูมาติก โรคข้ออักเสบไรเตอร์ โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ โรคสเคิลโรเดอร์มา โรคกล้ามเนื้ออักเสบจากระบบอิมมูน โรคโจเกรน เป็นต้น (SLE, rheumatoid arthritis, psoriatic arthritis, rheumatic fever, Reiter's syndrome, reactive arthritis, scleroderma, myositis, Sjogren's syndrome) แพทย์โรคข้อและรูมาติกเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคกลุ่มนี้ซึ่งมีความซับซ้อน และอาจอาศัยความร่วมมือจากแพทย์สาขาอื่นด้วย
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคลูปัส
การวิจัยโรคลูปัส
การวิจัยทางการแพทย์มีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบที่แพทย์เพียงสังเกตอาการ การตอบสนองต่อการรักษา การดำเนินโรคและข้อมูลอื่นๆ ของผู้ป่วยโดยใช้การรักษาที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้วไปจนถึงแบบที่นำการรัษาใหม่มาใช้ ที่ยังไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน แพทย์ต้องขออนุญาตและให้ผู้ป่วยเซ็นให้ความยินยอมเป็นหลักฐานก่อนที่จะนำข้อมูลของผู้ป่วยไปใช้ หรือก่อนที่จะนำยาใหม่มาใช้กับผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยมีสิทธิในการรับทราบเกี่ยวกับการวิจัยในระดับหนึ่งและมีสิทธิที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมในการวิจัย การวิจัยให้ประโยชน์แก่วงการแพทย์และผู้ป่วยหลายประการ เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เป็นมาตรฐานสามารถเข้าร่วมการวิจัยใช้ยาใหม่ เพราะอาจตอบสนองต่อยาใหม่ได้ดีกว่ายามาตรฐาน เป็นต้น
